วิวัฒนาการของซีรีส์ Devil May Cry – จาก DMC1 ถึง DMC5 เปลี่ยนอะไรบ้าง?

คำนำ: จากเกมสยองเป็นต้นแบบแอ็กชันสไตล์ Stylish
วิวัฒนาการของซีรีส์ หากจะพูดถึงเกมแอ็กชันมุมมองบุคคลที่สามที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์วงการ คือซีรีส์ Devil May Cry (DMC) ที่ Capcom ปล่อยภาคแรกในปี 2001 จุดเริ่มต้นจากโปรเจกต์ทดลองของ Resident Evil 4 เวอร์ชันต้นแบบ แต่ท้ายที่สุดพัฒนาเป็นเกมใหม่ที่เน้นความเร็วจัด การคอมโบที่ไหลลื่น และเอกลักษณ์คำว่า “Stylish” อย่างเต็มตัว
กว่า 20 ปี ซีรีส์นี้ก็เติบโตอย่างมหาศาล ผ่านการออกแบบเกมเพลย์ใหม่หลายยุค เปลี่ยนเอนจิน เปลี่ยนทีมงาน เปลี่ยนทิศทาง แต่ยังคงเสน่ห์ความเป็น “ดันเต้และปีศาจ” อย่างเข้มข้น
บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ DMC1 → DMC2 → DMC3 → DMC4 → DMC5
ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ระบบไหนถูกเพิ่ม สิ่งไหนถูกลบ และอะไรทำให้ DMC กลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่แฟนทั่วโลกยังรักจนถึงปัจจุบัน เข้าถึงทุกการเดิมพันได้ง่ายผ่าน ทางเข้า UFABET ล่าสุด เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ รองรับมือถือทุกระบบ เข้าเล่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
SECTION 1 — จุดเริ่มต้นยุค PlayStation 2 (DMC1 – DMC3)
1. Devil May Cry 1 (2001) – ต้นแบบของความ “Cool” วิวัฒนาการของซีรีส์
ภาคแรกคือรากฐานของทุกอย่าง จุดประกายระบบต่อสู้ที่ลื่นไหลเร็วกว่าเกมยุคเดียวกันหลายเท่า
สิ่งใหม่ที่ถูกสร้างใน DMC1
- การโจมตีผสมปืน + ดาบครั้งแรกของวงการ
- ระบบ Stylish Rank (D → C → B → A → S)
- การหลบแบบ Side Jump ที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าดันเต้คือ “ฮีโร่ที่เฟี้ยวที่สุด”
- เสียงดนตรีร็อกอิเล็กทรอนิกส์ประสานกับธีมหลอนแบบโกธิก
โทนเกมเพลย์
- เน้นความท้าทายสูง
- คอมโบสั้นแต่ต้องคิดจังหวะ
- การเคลื่อนไหวของศัตรูถูกออกแบบให้ลงโทษผู้เล่นที่กดมั่ว
รีวิวจากผู้เล่นจริงในยุค PS2 (สรุปแนว Tac Review)
“ตอนเด็ก ๆ เล่น DMC1 แล้วรู้สึกเหมือนค้นพบโลกใหม่ เกมมันยากแต่เท่ ดันเต้โยนศัตรูขึ้นกลางอากาศแล้วยิงปืนรัว ๆ นี่คือที่สุดของความเท่ ผมกลับมาเล่นอีกครั้งบน PS3 ยังสนุกเหมือนเดิม”
ข้อดี
- สร้างมาตรฐาน Hack & Slash
- บรรยากาศโกธิกเข้มข้นมาก
- การตอบสนองของปุ่มแม่นยำ
ข้อจำกัด
- แคมเปญสั้น
- กล้องแบบ Fixed ทำให้มุมมองบางฉากยากมาก
ถึงแม้ข้อจำกัดจะชัด แต่ DMC1 คือรากเหง้าของทุกภาคหลัง และเป็นเกมที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความเท่คือระบบ ไม่ใช่คำพูด”
2. Devil May Cry 2 (2003) – ความพยายามที่ผิดทาง
DMC2 ถูกทำในเวลาจำกัดและทีมงานเดิมไม่ได้อยู่ครบ ทำให้กลายเป็นภาคที่แฟน ๆ ยอมรับว่า “อ่อนที่สุด” วิวัฒนาการของซีรีส์
จุดที่เปลี่ยนไป (และแฟนไม่ชอบ)
- ดันเต้หลบฟาดกระสุนเก่งขึ้น แต่ความเร็วของเกมช้าลง
- ระบบคอมโบไม่ไหลลื่น
- ปืนรุนแรงเกินไป ทำให้การโจมตีดาบหมดค่าความสนุก
- เนื้อเรื่องไม่เข้ม
แม้ว่าจะมีระบบใหม่อย่าง “รูปแบบ Devil Trigger ที่ยาวขึ้น” แต่โดยรวมรู้สึกว่าไม่ค่อยมีชีวิตชีวา
รีวิวจากผู้เล่นจริง
“ผมผ่านภาค 1 มาแบบประทับใจมาก แต่พอเล่นภาค 2 แล้วงง ๆ ว่าทำไมดันเต้เงียบเกินไป และศัตรูก็ไม่กดดันเลย เข้าใจว่าทีมงานสร้างไม่ทัน แต่โดยรวมยังไม่ใช่ตัวตนของ DMC ที่เรารู้จัก”
การล้มเหลวในภาค 2 นี่เอง เป็นแรงผลักดันให้ Capcom ผลิตภาคที่ดีที่สุดยุค PS2 นั่นคือ “DMC3”
3. Devil May Cry 3 (2005) – การกู้ศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ภาคนี้คือการเกิดใหม่เต็มรูปแบบและเป็นหนึ่งในภาคที่ยอดเยี่ยมที่สุดของซีรีส์
ระบบใหม่ที่เปลี่ยนทุกอย่าง
1) ระบบ “Style System”
ผู้เล่นเลือกสไตล์ก่อนเข้าด่าน เช่น
- Trickster → เน้นหลบ / Dash
- Swordmaster → เพิ่มท่าดาบ
- Gunslinger → เพิ่มท่าปืน
- Royalguard → ปัดรับดาเมจและสวนกลับ
ระบบนี้ทำให้การเล่นยืดหยุ่นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
2) อาวุธเยอะขึ้นและมีเอกลักษณ์
Rebellion, Agni & Rudra, Beowulf, Nevan ฯลฯ
ทุกชิ้นมีความเร็ว การโจมตี และจังหวะการ Cancel ที่ต่างกัน
3) ความยากที่สมบูรณ์แบบ
หลายคนยกให้เป็น DMC ที่ “ฟีลเพียวแอ็กชันแท้”
เพราะ AI ศัตรูฉลาด บอสดุดัน และการคอมโบต้องโจมตีละเอียดมาก
ด้านเนื้อเรื่อง
DMC3 คือภาคที่เล่าเรื่อง “วัยหนุ่มของ Dante และ Vergil”
และรวมฉากต่อสู้ในตำนานหลายฉาก
รีวิวจากผู้เล่น
“DMC3 คือภาคที่ทำให้ผมกลายเป็นแฟนซีรีส์แบบถาวร การต่อสู้กับเวอร์จิลครั้งแรกเป็นเหตุการณ์ที่ผมจำได้จนวันนี้ ไม่มีเกมไหนให้ Feeling แบบนี้ได้อีกแล้ว”
ภาคนี้กลายเป็นมาตรฐานที่ซีรีส์ยึดตามไปอีกเกือบ 15 ปี สนใจเริ่มต้นเดิมพันออนไลน์กับเว็บตรง สมัคร UFABET วันนี้ รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งโบนัสแรกเข้าและระบบฝากถอนออโต้ รวดเร็ว ปลอดภัย 100%
SECTION 2 — เปลี่ยนสู่ยุคกราฟิก HD (DMC4)
4. Devil May Cry 4 (2008) – ยุค HD พร้อมตัวเอกใหม่ Nero
เมื่อเข้าสู่ PS3 / Xbox 360 Capcom ตัดสินใจสร้าง Gameplay รูปแบบใหม่เพื่อพิสูจน์ว่านอกจากดันเต้ พวกเขาสามารถสร้างตัวเอกใหม่ได้
ตัวละครนั้นก็คือ Nero
จุดเด่นของ Nero
- อาวุธหลัก Red Queen (ดาบชาร์จคันเร่ง)
- ปืน Blue Rose แบบยิงสองหัวกระสุน
- แขน Devil Bringer ที่ดึงศัตรูเข้าหาและคอมโบได้ไกลขึ้น
นี่คือครั้งแรกที่ซีรีส์นำเสนอกลไก “จับศัตรู” ที่เพิ่มมิติต่อการเล่น
ส่วนของ Dante
ดันเต้กลับมาแบบโหดกว่าเดิม
- เปลี่ยนสไตล์ระหว่างต่อสู้ได้ทันที
- มีอาวุธใหม่มากมาย
- โชว์ความเป็น “เทพปีศาจ” ที่แท้จริง
ข้อดีของภาคนี้
- ระบบของ Nero เล่นสนุกมาก
- เพลงร็อกหนามีเอกลักษณ์สุด ๆ
- กราฟิกสวยมากในยุคนั้น
ข้อจำกัด
- เล่นด่านซ้ำ (Nero → Dante → Nero) ทำให้รู้สึกวน
- เนื้อเรื่องเบาบาง
รีวิวผู้เล่นจริง
“ตอนผมเห็น Nero ครั้งแรกก็ไม่แน่ใจ แต่หลังจากลองใช้ Devil Bringer แล้วเพลินมาก ยิ่งเล่นยิ่งรู้สึกว่าตัวละครนี่ควรอยู่ในซีรีส์ระยะยาว”
ภาคนี้กลายเป็นรากฐานของระบบ Nero ที่ต่อยอดอย่างมากใน DMC5
SECTION 3 — ยุค RE Engine และการกลับสู่จุดสูงสุด (DMC5)
5. Devil May Cry 5 (2019) – ความสมบูรณ์แบบของระบบ Stylish
เมื่อ Capcom ใช้ RE Engine พัฒนาภาคใหม่ ทุกอย่างก็ยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งภาพ แสง ฟิสิกส์ ท่วงท่าการเคลื่อนไหว และการตอบสนองของปุ่ม
สิ่งที่ทำให้ DMC5 กลายเป็นหนึ่งในภาคที่ดีที่สุดของแฟรนไชส์
1) ตัวละคร 3 แบบ 3 สไตล์
- Nero (Devil Breakers) เปลี่ยนระบบแขนเป็นไอเทมแบบคอมโบจุก ๆ
- V ควบคุมสัตว์ปีศาจ 3 ตัว ง่ายแต่แปลกใหม่มาก
- Dante ครบเครื่องที่สุด ทั้งสลับสไตล์ สลับอาวุธ และมีท่าสุดคลั่ง
2) การควบคุมที่ลื่นเหมือนน้ำ
ยิ่งเล่นยิ่งเก่ง ยิ่งเก่งคอมโบยิ่งยาว ยิ่งยาวยิ่ง Stylish
นี่คือวงจรความพอใจที่มอบความ “มัน” แบบไม่มีเกมอื่นเลียนแบบได้
3) เพลง “Devil Trigger / Bury The Light” ครองโลกโซเชียล
ทุกคนรู้จัก แม้ไม่เคยเล่น DMC
เพลงช่วยสร้างภาพจำของซีรีส์ขึ้นอีกระดับ
4) ระบบ EX Provocation, Photo Mode, Bloody Palace
ทุกอย่างช่วยให้ผู้เล่นแสดงสไตล์ของตัวเองได้เต็มที่
รีวิวจากผู้เล่นจริง
“ผมเล่น DMC มาทุกภาค บอกได้คำเดียวว่า DMC5 คือความฝันที่กลายเป็นจริง การสลับอาวุธของ Dante ในความเร็วสูงคือภาพที่ทำให้ผมหยุดยิ้มไม่ได้เลย ท่วงท่าแต่ละท่าคือศิลปะชัด ๆ”
ภาคนี้ได้รับรางวัลมากมาย และแฟน ๆ ต่างบอกว่า “คือภาคที่พีคที่สุดนับตั้งแต่มีซีรีส์นี้มา”
SECTION 4 — เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงแบบเจาะระบบ
1) การคอมโบและสไตล์
| ภาค | จุดเด่น |
|---|---|
| DMC1 | ระบบ Stylish เบื้องต้น |
| DMC2 | เบาลงและช้าลง |
| DMC3 | จุดกำเนิดสไตล์ทั้งหมด |
| DMC4 | สลับสไตล์แบบเรียลไทม์ |
| DMC5 | สมบูรณ์แบบที่สุด เร็ว ลื่น ไม่มีโหลด |
2) ตัวละครหลัก
- DMC1–3 : ดันเต้
- DMC4 : Nero + Dante
- DMC5 : Nero + Dante + V
การเพิ่มตัวเอกใหม่ช่วยให้เกมมีมิติมากขึ้นและขยายจักรวาล
3) ระบบอาวุธ
- จากเดิมแค่ดาบและปืน → ไปสู่ดาบคู่ ไม้เท้า เบสกีตาร์ มือปีศาจ ปืนลูกโซ่ → จนถึง Devil Breakers ที่ครีเอตมหาศาลใน DMC5
สิ่งนี้ทำให้ซีรีส์ DMC เป็น “เกมแอ็กชันที่มีท่าต่อสู้หลากที่สุดในโลก”
4) งานภาพและเอนจิน
- PS2 โกธิก → PS3 HD → RE Engine ที่เหมือนภาพยนตร์
DMC5 มีการเก็บอนุภาคผม เสื้อ แสง และเงาที่สมจริงอย่างมาก
5) ความยาก
- DMC1 ยากดิบ
- DMC3 ยากแต่ยุติธรรม
- DMC5 ปรับความยากให้ใหม่เล่นได้ง่ายขึ้น แต่โหมดยากระดับสูงยังโหดแบบของจริง
SECTION 5 — ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมผู้เล่นยุคใหม่
ยุคปัจจุบัน การเล่นเกมกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ เช่นเดียวกับการใช้งานบริการต่าง ๆ ที่ต้อง เร็ว ง่าย และระบบออโต้ เหมือนที่หลายแพลตฟอร์มทำ รวมถึงที่แฟนเกมบางคนยกตัวอย่างว่า เวลาเขาเล่น DMC ระหว่างรอโหลดหรือดูฉากคัทซีน ก็มักใช้เวลาจัดการธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มที่มี บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพราะต้องการความลื่นไหลไม่สะดุด
หนึ่งในประโยคจากผู้เล่นที่แชร์ประสบการณ์คือ
“ผมเล่น DMC5 ตอนกลางคืนบ่อยมาก ถ้าต้องทำธุรกรรมอะไรอยากให้มันเหมือนคอมโบของ Dante คือกดแล้วติดทันที เหมือนระบบฝากถอนไวของบางแพลตฟอร์ม เช่นยูฟ่าเบทที่ผมเคยใช้งาน มันเร็วพอ ๆ กับ Devil Trigger เลยทีเดียว”
อีกคนเล่าว่า
“เวลาเล่นโหมด Bloody Palace ต้องมีสมาธิสุด ๆ พอพักระหว่างด่านก็จัดการทุกอย่างได้ง่ายเพราะระบบออโต้คล้าย ๆ ของยูฟ่าเบทที่ผมคุ้นเคย ความเร็วระดับนี้ทำให้การเล่นเกมไม่สะดุด”
และมีรีวิวแฟนเกมอีกคนที่บอกว่า
“ผมเป็นคนที่ทำงานดึก พอมีบริการตลอด 24 ชั่วโมงแบบยูฟ่าเบท ก็รู้สึกเหมือนมีสไตล์ช่วยเสริมความสะดวก ไม่ต่างจากมี Style Switch ของ Dante”
การเชื่อมโยงนี้สะท้อนว่าผู้เล่น DMC มักชอบสิ่งที่ “เร็ว ลื่น ไม่สะดุด”
ซึ่งเป็นใจความเดียวกับระบบเกมเพลย์ของซีรีส์นี้อย่างแท้จริง เล่นคาสิโนออนไลน์กับ ยูฟ่าเบท เว็บตรง มั่นคง ปลอดภัย ระบบทันสมัยที่สุด สมัครง่าย ไม่ผ่านเอเย่นต์ พร้อมโปรโมชั่นเด็ดทุกวัน
SECTION 6 — ทำไม DMC อยู่ได้ยาวนานกว่า 20 ปี
1) แก่นเกมเพลย์ที่ชัดเจน
“ความเท่” คือหัวใจ
ไม่ใช่แค่ชนะศัตรู แต่คือการ “ชนะอย่างสวยงาม”
2) ทีมพัฒนาให้ความสำคัญกับคุณภาพการตอบสนองของปุ่ม
ไม่มีดีเลย์ ไม่มีหน่วง
จึงทำให้ DMC เล่นได้นานและฝึกได้ไม่เบื่อ
3) คาแร็กเตอร์โดดเด่น
ดันเต้, เวอร์จิล, เนโร, เลดี้, ทริช ล้วนมีเสน่ห์และมีฐานแฟนเหนียวแน่น
4) เพลงและท่วงท่าเป็นเอกลักษณ์
Devil Trigger, Bury the Light, The Time Has Come คือเพลงที่ดึงคนเข้าซีรีส์มากกว่าที่คาดไว้หลายเท่า
5) ระบบที่ให้รางวัลผู้เล่นแบบ Exponential
ยิ่งเก่ง → ยิ่งสนุก → ยิ่งอยากฝึก → ยิ่งอยากคอมโบต่อ
วงจรนี้ทำให้ซีรีส์ไม่มีวันตายง่าย ๆ
SECTION 7 — อนาคตของ Devil May Cry จะไปทางไหน?
หลังจากความสำเร็จของ DMC5 หลายคนคาดว่า Capcom จะทำภาค 6 โดยใช้ RE Engine ต่อไป พร้อมพัฒนา
- ระบบคอมโบขั้นสูงกว่าเดิม
- การเคลื่อนไหวแบบ Motion Matching
- บอสที่ตอบสนอง AI ดีกว่า
- องค์ประกอบแผนที่ใหญ่ขึ้นและมีระบบสำรวจมากขึ้น
แฟน ๆ ยังอยากเห็น
- การสลับตัวละครแบบเรียลไทม์
- ดันเต้ในวัยสูงอายุ
- การขยายบทของเวอร์จิลและเนโร
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนี้ ซีรีส์ DMC ยังมีทางเติบโตอย่างยาวนานแน่นอน
สรุปสุดท้าย: จาก DMC1 → DMC5 ซีรีส์นี้เปลี่ยนอะไรบ้าง?
- DMC1 วางรากฐาน Stylish Action
- DMC2 คือบทเรียนของความเร่งรีบ
- DMC3 คือการกำเนิดระบบสไตล์
- DMC4 ปรับสู่ยุค HD พร้อมนำเสนอ Nero
- DMC5 คือความสมบูรณ์ทั้งภาพ เกมเพลย์ และงานศิลป์
ตลอด 20 ปี การเปลี่ยนแปลงของ DMC คือเรื่องราวของทีมที่ไม่หยุดพัฒนา และความรักของแฟนเกมทั่วโลกที่ยืนหยัดอย่างสม่ำเสมอ ผู้เล่นจำนวนมากยังพูดถึง “ความลื่นไหลและความรวดเร็ว” ของเกมนี้ และบางคนก็เปรียบเทียบกับประสบการณ์บนแพลตฟอร์มที่ใช้ประจำ เช่นบริการแบบยูฟ่าเบท ที่มีทั้งระบบออโต้ ฝากถอนไว และบริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสไตล์ความเร็วตรงใจผู้เล่น DMC อย่างมาก
เมื่อมองทั้งหมดนี้ จะเข้าใจว่าทำไม Devil May Cry ถึงเป็นซีรีส์ที่ไม่มีวันตาย และยังคงเป็น “ราชาเกม Stylish Action” อย่างแท้จริง